วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2 วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ.2560



เนื้อหาที่เรียน
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง
มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา
เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child)
เด็กฉลาด                                    เด็ก Gifted
-จะตอบคำถาม                                     -ตั้งคำถาม
-สนใจเรื่องที่ครูสอน                               -เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
-ชอบอยู่กับเด็กที่อายุเท่ากัน                   -ชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
-มีความจำดี                                          -อยากรู้อยากเห็นชอบคาดคะเน
-เรียนรู้ง่ายและเร็ว                                 -เบื่อง่าย
-เป็นผู้ฟังที่ดี                                          -ชอบเล่า
-พอใจในผลงานของตน                          -ชอบติเตียนผลงานตัวเอง
ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ
•      พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
•      เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
•      อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม
•      มีเหตุผลในการแก้ปัญหา  การใช้สามัญสำนึก
•      จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ
•      มีความรู้ ใช้คำศัพท์เกินวัย
•      มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ
•      เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไว และช่างสังเกต
•      มีแรงจูงใจ และมีความมานะบากบั่นมีความจริงจังในการทำงาน
•      ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน
2.  กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
1.      เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
2.      เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
3.      เด็กที่บกพร่องทางการเห็น
4.      เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
5.       เด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
6.       เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
7.       เด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้
8.       เด็กออทิสติก
9.       เด็กพิการซ้อน


1.เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities)
หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้า และเด็กปัญญาอ่อน
1.1 เด็กเรียนช้า
          - สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้
            - เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
            - ขาดทักษะในการเรียนรู้
            - มีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
            - มีระดับสติปัญญา (IQ) ประมาณ 71-90
สาเหตุของการเรียนช้า
1.ภายนอก
-เศรษฐกิจของครอบครัว
-การสร้างเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็ก
-สภาวะทางด้านอารมณ์ของคนในครอบครัว
-การเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอ
-วิธีการสอนไม่มีประสิทธิภาพ
2.ภายใน
-พัฒนาการช้า
-การเจ็บป่วย
1.2 เด็กปัญญาอ่อน
- ระดับสติปัญญาต่ำ
- พัฒนาการล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย
- มีพฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง
- อาการแสดงก่อนอายุ 18

เด็กปัญญาอ่อนแบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม)
1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20
            - ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ ได้เลย
            - ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34
-ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่าย ๆ
-กลุ่มนี้เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custodial Mental Retardation)
3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
            - พอที่จะฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่าย ๆ ได้
            - สามารถฝึกอาชีพ หรือทำงานง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดลออได้
            - เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R (Trainable Mentally Retarded)
4. เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70
-เรียนในระดับประถมศึกษาได้
-สามารถฝึกอาชีพและงานง่าย ๆ ได้
-เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า E.M.R (Educable Mentally Retarded)
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
•      ไม่พูด หรือพูดได้ไม่สมวัย
•      ช่วงความสนใจสั้น วอกแวก
•      ความคิด และอารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
•      ทำงานช้า
•      รุนแรง ไม่มีเหตุผล
•      อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
•      ช่วยตนเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
ดาวน์ซินโดรม Down Syndrome


สาเหตุ-ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21
-ที่พบบ่อยคือโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (Trisomy 21)
อาการ-ศีรษะเล็กและแบน  คอสั้น
-หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
-ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
-ใบหูเล็กและอยู่ต่ำ รูหูส่วนนอกจะตีบกว่าปกติ
-เพดานปากโค้งนูน ขากรรไกรบนไม่เจริญเติบโต
-ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าและไม่เป็นระเบียบ
-มือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
-เส้นลายมือตัดขวาง นิ้วก้อยโค้งงอ
-ช่องระหว่างนิ้วเท้าที่ 1 และ 2 กว้าง
-มีความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย
-บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
-อารมณ์ดีเลี้ยงง่าย ร่าเริง เป็นมิตร
-มีปัญหาในการใช้ภาษาและการพูด
-อวัยวะเพศมักเจริญเติบโตไม่เต็มที่ทั้งในชายและหญิง




การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์
-การเจาะเลือดของมารดาในระหว่างที่ตั้งครรภ์
-อัลตราซาวด์  
-การตัดชิ้นเนื้อรก
-การเจาะน้ำคร่ำ  




2. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired)
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึง และ เด็กหูหนวก
2.1 เด็กหูตึง
หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้ โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม
1. เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 dB
            เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบา ๆ เช่น เสียงกระซิบ หรือเสียงจากที่ไกล ๆ
2. เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 dB
-
เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติในระยะห่าง 3-5 ฟุต และไม่เห็นหน้าผู้พูด
- จะไม่ได้ยิน ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้
- มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่น พูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยน พูดเสียงเบา หรือเสียงผิดปกติ
3. เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 dB
- เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังและเข้าใจคำพูด
- เมื่อพูดคุยกันด้วยเสียงดังเต็มที่ก็ยังไม่ได้ยิน
- มีปัญหาในการรับฟังเสียงหลายเสียงพร้อมกัน
- มีพัฒนาการทางภาษาและการพูดช้ากว่าปกติ
- พูดไม่ชัด เสียงเพี้ยน บางคนไม่พูด
4. เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 dB
-
เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงและการเข้าใจคำพูดอย่างมาก
- ได้ยินเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูในระยะ 1 ฟุต
 
- การพูดคุยด้วยต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียง
 
- เด็กจะมีปัญหาในการแยกเสียง
 
- เด็กมักพูดไม่ชัดและมีเสียงผิดปกติ บางคนไม่พูด
2.2 เด็กหูหนวก
             - เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน
           
 - เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้
           
 - ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้
           
 - ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 dB ขึ้นไป


ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
•      ไม่ตอบสนองเสียงพูด เสียงดนตรี มักตะแคงหูฟัง
•      ไม่พูด มักแสดงท่าทาง
•      พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์
•      พูดด้วยเสียงแปลก มักเปล่งเสียงสูง
•      พูดด้วยเสียงต่ำหรือด้วยเสียงที่ดังเกินความจำเป็น
•      เวลาฟังมักจะมองปากของผู้พูด หรือจ้องหน้าผู้พูด
•      รู้สึกไวต่อการสั่นสะเทือน และการเคลื่อนไหวรอบตัว
•      มักทำหน้าที่เด๋อเมื่อมีการพูดด้วย



3. เด็กที่บกพร่องทางการเห็น (Children with Visual Impairments)
- เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสง เห็นเลือนราง
- มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง
- สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ
- มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และ เด็กตาบอดไม่สนิท
3.1 เด็กตาบอด
- เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง
- ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้
- มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท
- มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา
3.2 เด็กตาบอดไม่สนิท
     
- เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา
      - สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
      - เมื่อทดสอบสายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18, 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น
      - มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการเห็น
•      เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุ
•      มองเห็นสีผิดไปจากปกติ
•      มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ตาลาย คันตา
•      ก้มศีรษะชิดกับงาน หรือของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้า
•      เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างหนึ่ง เมื่อใช้สายตา
•      ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน

•      มีความลำบากในการจำ และแยกแยะสิ่งที่เป็นรูปร่างทางเรขาคณิต



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น